เรื่องของเด็กหญิงมีนา
คืนหนึ่ง,
เด็กหญิงมีนาหลงเข้าไปยังเมืองๆ หนึ่ง
จะเรียกว่าหลงคงไม่ถูกซะทีเดียว
เพราะจริงๆ เธอก็มีความตั้งใจอยู่บ้าง
เพียงแต่...ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะเธอหนีออกจากบ้านมาน่ะนะ
แต่สรุปก็คือ
เธอหลงเข้าไปยังเมืองที่เธอไม่เคยรู้จัก
อืม...หมายถึง เธอไม่เคยไปมาก่อน
เพราะก่อนหน้า เธอได้แค่เฝ้ามองเมืองแห่งนี้ผ่านทางกระจกหน้าต่างห้องนอน
และเห็นเพียงแสงไฟลิบๆ ในยามค่ำคืน
เธอเดาว่าเมืองแห่งนั้นคงมีแต่เรื่องน่าสนุกตื่นเต้น
เพราะดึกดื่นเที่ยงคืนขนาดไหน
เธอก็ยังได้ยินเสียง
เสียง...หัวเราะ
ใช่ เธอไม่ได้ยินเสียงแบบนั้นในบ้านที่เธออยู่ ในเมืองที่เธออาศัย
ที่นี่มีแต่เรื่องน่าเบื่อ ซ้ำซาก
ผู้คนทำงานหาเงินกันคร่ำเคร่ง
ไม่เห็นสนุกตรงไหนเลยซักนิด
ว่าแล้วเด็กหญิงมีนาก็ออกเดินทางในกลางดึกคืนหนึ่ง
แล้วก็มาถึงจุดที่เริ่มเล่า
ใช่ เธอหลงเข้าไปยังเมืองๆ หนึ่ง
…
ไหนหล่ะ ที่มาของเสียงหัวเราะ
บ้านหลังไหนหรือที่เปิดไฟทิ้งไว้ตลอดคืน เพราะต้องคอยต้อนรับแขกเหรื่อที่พากันมาสังสรรค์เฮฮาไม่หยุดหย่อน
สีสันพร่างพราย ดวงตาที่สุกสกาว
ไหนหล่ะๆ
หัวใจของเด็กหญิงมีนาเต้นระส่ำ
ริมฝีปากเม้มมิด
สายตาสอดส่าย
ที่นี่มีสัตว์ประหลาดหรือเปล่านะ
หรือว่าแม่มด
เธอจะได้ขี่ไม้กวาดไหม
หรือจะมีบ้านลูกอมสีหวาน
เธออยากนอนใกล้เตาผิง ใต้ผ้านวมอุ่นๆ
ฟังนิทานจากคนแคระ
เอ ตกลงนี่มันเมืองอะไรกันแน่หว่า
ไม่ช้าไม่นานเธอก็เดินมาถึงยังลานกว้างแห่งหนึ่ง
ผู้คนมากมายรวมตัวกันอยู่ที่นั่น
ต้องมีอะไรน่าสนุกแน่
เด็กหญิงมีนายิ้มกริ่ม
เธอค่อยๆ แอบย่องเข้าไปดูผู้คนเหล่านั้นใกล้ๆ
แต่แล้ว...
‘บันได!!’
เด็กหญิงมีนาเกิดง.งู 2 ตัวขึ้นในหัว
“มุงดูบันไดเนี่ยนะ”
เธอหลุดอุทาน
ใครบางคนในวงได้ยินเข้า ก็หันมาจ้องตาขมึง
“ชิชะ เด็กน้อย เจ้าไม่รู้อะไรซะแล้ว บันไดนี่จะพาพวกเราไปถึงสวรรค์ชั้นฟ้า ดินแดนที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ ที่ๆ มีแต่เสียงเพลงขับกล่อมตลอดทั้งวันคืน”
“ใครที่สามารถปีนท่านเจ้าอภิมหาบันไดนี้ขึ้นไปได้ ถือเป็นความภาคภูมิใจของมนุษยชาติ” ใครอีกคนหันมาสำทับ
“สุดยอด!! ขึ้นไปแล้วๆๆ”
เสียงเฮจากผู้คนบนลานกว้างดังกระหึ่ม
เมื่อชายแขนด้วนคนหนึ่งหลุดพ้นขึ้นไปเหนือก้อนเมฆ ก่อนจะหายวับไป
เด็กหญิงมีนาสลัดง.งู 2 ตัวออกจากหัว
อ๋อ ที่แท้แสงไฟตลอดคืนค่ำที่เธอเห็นจากหมู่บ้านฝั่งกระโน้น
คือ มหกรรมการปืนบันได นั่นเอง
(เอ่อ...) ช่างยิ่งใหญ่เสียจริงๆ
“สนใจบ้างไหมหล่ะไอ้หนู 500 บาทเท่านั้น ก็ถึงสวรรค์ได้ 555” ชายแก่หลังงองุ้มยื่นกระดาษเล็กๆ สีแดงมาให้เธอใบหนึ่ง
ขณะที่ตกใจสะดุ้งกับวัตถุที่ถูกยื่นมาเบื้องหน้า เธอจึงชำเลืองเห็นว่า ชายชราผู้สะพายเป้ใบใหญ่ยักษ์ซึ่งภายในบรรจุเบียดอัดไปด้วยคูปองสารพัดรูปแบบ กำลังยืนประชิดอยู่ข้างกาย
“500!”
โอ้ - แม่ - เจ้า เด็กหญิงมีนาตาแทบถลนออกจากเบ้า
เกิดมาตู เอ้ย หนูยังไม่เคยจับเงินถึง 100 บาทเลย จะเอาปัญญาหาเหาที่ไหนมาใส่หัวด้วยราคาแพงฉิบ...ตู๊ด...ขนาดนี้
“นี่ตั๋วราคาประหยัดแล้วนะ ถูกสุดแล้ว อย่าเหนียวนักเลย”
ชายแก่กระแซะสีข้าง พร้อมส่งแววตาเจ้าเล่ห์
“กู้ไปก่อนก็ได้ ดอกร้อยยี่...ถ้าไม่ถูกใจคืนเงินได้ ภายใน 30 วัน ถ้าตัดสินใจซื้อตอนนี้แถมลูกอมไปเลย 1 เม็ด..เม็ด..เม็ด (เสียงแอ็คโค่)”
น่าน...สำนวนแอปโดมิไนซ์เซอร์ชัดๆ
“ปีนขึ้นไปแล้ว ดีจริงหรือเปล่า ข้างบนน่ะ”
เด็กหญิงมีนาลังเล
“ใครๆ เขาก็ขึ้นไปกัน ไม่เห็นเหรอ นั่นๆ เห็นคนนั้นมั้ย อดีตพระราชาเมืองต๊อกต๋อยนะนั่น เป็นถึงพระราชาแล้วยังยอมสละราชสมบัติมาเพื่อจะปีนท่านเจ้ามหาอภิบันไดเลย คิดดู” ว่าแล้วชายผู้กล่าวคำ ก็ยกมือพนมท่วมหัว บ่นพึมพำ สาธุ อะไรก็ไม่รู้เป็นการใหญ่
แน่ซิ เมืองชื่อต๊อกต๋อยใครจะอยากปกครองกันฟะ..เอ้ย คะ
เฮ้อ ไม่สุภาพอยู่เรื่อย เดี๋ยวคุณหญิงแม่ทรงพระกริ้วแย่
“นั่นๆ คนนั้นก็เป็นอดีตตำรวจหญ่าย คนนั้นเป็นแม่หม่าย อืม ไม่เกี่ยว อ้อๆ นั่นนายแบบชื่อดังแห่งยุค หล่อเนอะ...ตัวเอง เอ้ย ไม่ใช่ๆ เห็นไหม ใครๆ ก็อยากปีนบันไดกันทั้งน้านแหละ ไอ้หนู”
ไม่ทันตั้งตัว
เด็กหญิงมีนาเพิ่งพบว่า ตัวเองกำลังตกอยู่ในวงล้อมของผู้คนที่พากันสวดสรรเสริญเยินยอท่านเจ้าอภิมหาบันไดประลัยกัลป์กันยกใหญ่
เธอไม่รู้จะทำอย่างไร นอกจากพยักหน้าหงึกๆ เออออตามไป โดยไม่รู้เลยว่า สรรพคุณที่อวดอ้างนั้น มีจริงอยู่สักกี่มากน้อย
“ตกลงจะเอายังไงหล่ะ”
ตาเฒ่าขายตั๋วส่งเสียงอย่างหมดแรง เมื่อเวลาผ่านไปแปดหมื่นสี่พันวันแล้วเด็กหญิงมีนาก็ยังคงยืนทำหน้าแอ๊บแบ๊วอยู่
“ซื้อไม่ซื้อ ไม่ซื้อจะไปแล้วนะ”
ก็เห็นพูดอย่างนี้มาแปดหมื่นสี่พันครั้งแล้ว ไม่ไปซักที
“เขาไปกันจะหมดแล้วน้า...เอายังไง”
เมื่อเพ่งมองบันไดมาได้แปดหมื่นสี่พันวัน
ฉับพลันนั้นก็มีแสงวาบขึ้นมาตรงหน้า
แสงนั้นสว่างอยู่ยาวนาน...
แต่ไม่สร้างความระคายเคืองให้แก่ดวงตาของเด็กน้อยแต่อย่างใด
เด็กหญิงมีนาเอื้อมมือไปแตะตัวของชายชราเบาๆ
เขาสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนหันมายิ้มกว้างแบบไม่เห็นฟันซักซี่
“ไง จะซื้อแล้วใช่มั้ย คิดนานจริงนะเอ็ง”
เธอส่ายหน้าแล้วยิ้มอย่างอ่อนโยน
“ไม่หล่ะลุง ฉันจะกลับบ้านแล้ว”
“เฮ้ย!!”
“ก็ฉันมาที่นี่ ไม่ได้จะมาปืนอภิมหาบันไดอะไรนี่นี่หน่า”
“แล้วเอ็งมาทำไม”
เด็กหญิงมีนาอมยิ้ม
“ตอนแรกก็ไม่รู้...แค่เบื่อๆ แต่ตอนนี้รู้แล้วหล่ะ ว่ามาทำไม”
“จริงอะ”
“อะ จริงดิ”
“ถ้ารู้ก็ดีแล้ว” ชายชราลุกขึ้นยืน และ...
“อย่านะลุง อย่าบอกว่าตัวเองเป็นร้อยตำรวจเอกอะไรปลอมตัวมานะ เชยมาก ขอบอก”
ชายชราทำหน้าง.งู 2 ตัวเลียนแบบเด็กหญิงมีนา “เปล่า ข้าเมื่อย”
“แล้วปาย...”
เมื่อบรรลุแล้วว่าจะไม่ปีนบันได
เด็กหญิงมีนาก็รีบวิ่งรี่กลับบ้าน
พ่อจ๋า แม่จ๋า หนูคิดถึงพ่อกับแม่เหลือเกิน
รอเดี๋ยวนะ อีกนิดมีนาเด็กดีก็จะกลับถึงบ้านแล้ว
แล้วเรื่องก็ดำเนินมาถึงตอนจบ...
“เฮ้ย!!”
อาราย...จะจบแล้วเนี่ยะ เขียนมาตั้งนาน เมื่อย
“ดู...ดูนั่นดิ”
เด็กหญิงมีนายืนชี้โบ๊ชี้เบ๊ไปยังหมู่บ้านของตัวเอง ตัวสั่นพั่บๆ
อ้าว ไอ้พวกที่ปีนท่านเจ้าอภิมหาบันไดขึ้นไป
ไหงมาทำงานงกๆ กันอยู่ที่นี่หล่ะฟะ
อิอิ
จบและ
ป.ล.เขียนขึ้นแด่ชีวิตการเรียนปริญญาโท 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา และก้าวต่อไปของการทำวิทยานิพนธ์ ..อาจเคยไขว้เขว ท้อแท้หมดแรงไปบ้าง แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าตัวเองต้องการอะไร


3 Comments:
ดีใจที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรจ้า
เราก็คยผ่านช่วงแบบนี้ล่ะ
และคิดว่าอาจจะได้พบเจออีก
ยามคำถามในใจทายทักอีก (^^
ตอบตัวเองได้เป็นเรื่องดี
ว่าเราทำอะไรอยู่ (^^
ฮา น่ารักดีค่ะ ว่าแต่ว่าบันไดนั้น มันเป้นไงอ่ะ เหล็ก แก้ว ทอง หรือเพชรแวววับ อ่ะ ^ v ^
ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะเด็กหญิงมีนา ^^
Post a Comment
<< Home