Sunday, April 27, 2008

อะไรทำให้คนเรา 'ฆ่า' กัน

 

วันนี้ได้อ่านข่าวต่างประเทศเล็กๆ ข่าวหนึ่ง แล้วบังเกิดความสะเทือนใจยิ่ง...
 
เนื้อความมีว่า
 
 
พ่ออิรักในบาสร่าฆ่าลูกสาววัย 17 ฐานตกหลุมรักทหารอังกฤษ
เนชั่นทันข่าว
วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2551 เวลา 10:07 น.
    แรนด์ อับเดล-กาเดอร์ เด็กสาวอิรักวัย 17 ปี ถูกบิดาแทงจนเสียชีวิต หลังทราบว่าเธอรักกับทหารราบชาวอังกฤษวัย 22 ปี กรณีของเธอนับเป็นการสังหารเพื่อเกียรติรายแรกในบาสร่าที่เกี่ยวข้องกับ ทหารอังกฤษ
    ตำรวจบาสร่าเปิดเผยว่า ผู้เป็นบิดาถูกควบคุมตัวเพียง 2 ชั่วโมงก่อนจะได้รับการปล่อยตัว โดยไม่มีการตั้งข้อหา เพราะเป็นการฆ่าเพื่อเกียรติของครอบครัว เขากล่าวด้วยว่าอิรักเป็นสังคมมุสลิมที่สตรีสมควรอยู่ภายใต้กฎหมายศาสนา ขณะที่มีรายงานว่ามารดาของแรนด์ ผู้หย่าขาดจากสามีหลังจากเขาสังหารบุตรสาว กำลังหวาดกลัวอย่างหนัก ต้องซ่อนตัวจากการคุกคามของครอบครัวสามี และอยู่ภายใต้การดูแลขององค์กรการกุศลท้องถิ่น
    โฆษกกระทรวงกลาโหมอังกฤษแถลงว่า ไม่มีนโยบายอย่างเป็นทางการ ที่จะแนะนำกองทัพเรื่องวิธีปฏิบัติกับสตรีอิรัก บ่งชี้ว่าทหารอังกฤษนายนี้ไม่ได้รับคำเตือนว่า ความสัมพันธ์กับแรนด์อาจทำให้ชีวิตของเธอตกอยู่ในอันตราย
 
 
 
แวบแรก เราอาจก่นด่า ว่ามันช่างอยุติธรรม
คนฆ่าคนกลับไม่ถือว่าเป็นความผิด
แต่เมื่อมองหยั่งลึกลงไป ข่าวนี้ไม่เพียงสะท้อนความบิดเบี้ยวของศีลธรรม (ตามกฎเกณฑ์ที่เราถูกพร่ำสอนมา)
แต่มันได้ฉายภาพกว้างไกลไปถึงความเน่าหนอนฟอนเฟะของสงคราม การแบ่งแยกเชื้อชาติ อุดมการณ์ทางศาสนา การกดขี่ทางเพศ ฯ 
ที่กระทำอย่างไม่ปรานีปราศรัย ต่อมนุษย์ตัวเล็กๆ 2 คน
เพียงเพราะเขา ‘รัก’ กัน
 
นี่กระมังที่เขาว่า อำนาจรัฐ คือ จักรกลสังหาร
และอำนาจนั้นไม่จำเป็นเลยที่จะต้องอยู่ในมือของผู้ถืออำนาจรัฐนั้นโดยตรง อย่างที่ อ.ธงชัย วินิจจกูล เคยว่าไว้
ว่า รัฐคือตัวเรา ประชาชนทุกคนทำตัวเป็นกลไกรัฐ
... 
'รัฐ' อยู่ใน 'จินตนาการ' ของเราเอง
 
โศกนากฏรรมที่เกิดขึ้นกับ แรนด์ อับเดล-กาเดอร์ จึงไม่ต่างจากฉากรบในสงคราม
ความโหดร้ายของมีด 1 เล่ม กับ รถถัง หรือขีปนาวุธทำลายล้างสูง...ก็ไม่ได้แตกต่างกัน
 
อาชญากรรมในความสัมพันธ์ระหว่าง 'รัฐ' กับ 'ประชาชน' ทำให้ฉันนึกถึงหนังสือ ยานยนต์ของนายบุดา : ประวัติศาสตร์ย่อของคาร์บอมบ์ (Buda’s Wagon: A Brief History of the Car Bomb, 2007) ของ ไมค์ เดวิส (Mike Davis) ซึ่งเขียนแนะนำโดย อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ เมื่อเร็วๆ นี้
 
มีคำกล่าวหนึ่งที่น่าสนใจยิ่งเกี่ยวกับ 'คาร์บอม' ซึ่งกำลังกลายเป็น 'เทคโนโลยีแห่งความตายในอุดมคติ' ของกลุ่มขบวนการต่างๆ ทั้งที่ไร้อำนาจและทรงพลังอำนาจ
 
"คาร์บอมบ์ไม่ใช่ประเด็นทางการทหาร มันเป็นประเด็นทางการเมือง ความเสียหายและความตายส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้น… มาจากระเบิดซึ่งคนที่มีความรู้ทางเคมีแค่ระดับประถมก็สามารถผลิตได้ คนสองคนกับเครื่องมือง่ายๆ ก็สามารถผลิตระเบิดขนาด 500 กิโลกรัมได้สบายๆ… เราไม่มีความสามารถที่จะไปสู้กับอาวุธแบบนี้ได้หรอก การปลดชนวนความคิดและจิตใจของผู้ก่อการต่างหากที่ควรเป็นเป้าหมายของเรา”
 
ซึ่ง อ.ประจักษ์สรุปในตอนท้ายว่า หากจะเอาชนะกับการก่อการร้ายที่มีคาร์บอมบ์เป็นอาวุธ หนทางทางการทหารจึงไม่ใช่คำตอบ มีแต่การปฏิรูปทางสังคมและเศรษฐกิจ บวกกับจินตนาการใหม่เกี่ยวกับโครงสร้างสถาบันทางการเมืองเท่านั้นที่จะหยุดยั้ง 'อาวุธมีชีวิตที่ไร้หัวใจ' นี้ได้
 
 
...
หยุดยั้ง
อาวุธมีชีวิต
ที่ทำร้ายทำลายชีวิตของกันและกัน
และย้อนกลับมาเป็นระเบิดเวลา ทำลายล้างผู้ที่ผลิตสร้างมันขึ้นมาเอง
 
...
ฉันเคยนึกตั้งคำถามถึงปัญหาว่า เราต้องแก้ที่ 'คน' หรือ 'ระบบ'
แต่ตอนนี้ฉันว่า เราคงไม่อาจแบ่งแยกมันได้ง่ายๆ อย่างนั้นอีกต่อไป
เมื่อระบบอยู่ในตัวคน
และคนเองก็ได้กลายเป็นระบบ