ลูกแมวน้อย
คืนหนึ่งฝนตกหนัก
มีลูกแมวตัวหนึ่งพลัดตกลงไปติดอยู่ในกำแพงหลังบ้าน
มันส่งเสียงร้องแง๊วๆ ทั้งคืน จนคนในบ้านจิตกระสับกระส่ายไม่เป็นอันทำอะไร
ไม่ใช่ไม่อยากช่วย แต่ไม่รู้ว่าจะช่วยอย่างไร
เพราะนั่นอาจหมายถึง การต้องทุบกำแพงทิ้ง
จึงได้แต่พากันนั่งบ่นทอดถอนใจว่า คงเป็นกรรมของมัน เราทำได้แค่วางใจเป็นอุเบกขา
และจริงๆ เราต่างก็ไม่รู้ว่ามันอยู่หลังกำแพงนั้นจริงหรือเปล่า เพราะช่องว่างระหว่างกำแพงสองบ้านที่ติดกันก็ช่างเล็กเหลือ จนไม่น่าเชื่อว่าจะมีสิ่งมีชีวิตหลุดรอดลงไปได้ เว้นเสียแต่มันจะเป็นลูกแมวตัวน้อยๆ ที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่นาน
หรือไม่อีกทาง ถ้าเกิดมันไปติดอยู่ในกำแพงของบ้านอีกฟากฝั่งหนึ่ง นั่นยิ่งเป็นเรื่องหมดหวังเข้าไปใหญ่
เช้าของอีกวัน นานจนคล้อยบ่าย เจ้าตัวน้อยก็ยังคงส่งเสียงเพรียกแห่งชีวิตของมันเล็ดรอดออกมาจากหลังกำแพงเป็นระยะ
เพียงแต่ค่อยๆ ทอดเวลาห่างออกไปนานขึ้น อาจด้วยความเหนื่อยล้าของมันที่ไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เมื่อคืน
แม่ของมันซึ่งคอยเฝ้าดูอยู่ด้านบนมาตลอดวันตลอดคืน ก็ยังคงผุดขึ้นผุดลง ลอดช่องโน้นออกช่องนี้ พยายามหาทางทุกวิถี อย่างน้อยที่สุดก็แค่ให้ได้สบตาลูกน้อยของตัวเอง
แต่ก็ไร้วี่แววใดๆ
เสียงร้องที่ดังสอดประสานขึ้นในยามที่แม่ได้ยินเสียงลูกน้อย และลูกน้อยได้ยินเสียงแม่ของมันนั้น บาดร้าวสั่นสะเทือนหัวใจนัก
เพราะจากนั้นก็จะเห็นภาพแม่ของมันวิ่งพล่านไปทั่ว พร้อมกับเสียงของลูกน้อยที่เคลื่อนตัวไปมาด้วยอารามร้อนรนไม่แตกต่างกัน
ก่อนจะค่อยๆ แผ่วลงๆ จนเงียบเสียงไป เมื่อแม่พบแต่ความว่างเปล่า และลูกน้อยมองเห็นเพียงความมืดมิดภายใต้กำแพงหนาทึบไร้ซึ่งทางออก
แล้วใครคนหนึ่งก็อดรนทนไม่ไหวกับชะตากรรมของเพื่อนต่างสายพันธุ์ที่ดวงชีวิตกำลังจะดับสูญลงไปต่อหน้า
เธอถามใครอีกคนว่า กำแพงนั้นหนาเกินไปหรือเปล่า หากใครคนหนึ่งคิดจะทุบมัน เพื่อเปิดทางให้การช่วยเหลือได้ยื่นมือเข้าไปถึง
เขาว่า ต้องลองดู และให้กำลังใจว่า ไม่น่าจะยากเกินไปนัก
เธอเชื่อและทำตามนั้น ทั้งที่ไม่เคยทุบกำแพงที่ไหนมาก่อนเลยในชีวิต
อุปกรณ์เท่าที่ควานหาได้มีเพียงค้อนเล็กๆ 1 อันกับไขควงยาว 1 ด้าม
เธอเริ่มทุบครั้งที่ 1-2-3
แล้วก็ถอดใจ
เธอบอกเขาว่า ไม่ไหว กำแพงหนาเกินไป แต่เขากลับบอกวิธีการใหม่ ทำให้เธอมีกำลังใจที่จะกลับไปทำมันต่อ
กำแพงจากที่ไร้แม้ร่องรอยขีดข่วน เริ่มแตกสะเก็ด
เธอทุบถี่ขึ้นๆ ด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจสิ่งอื่นใด มีแต่การทุบและกำแพงที่กำลังถูกทุบอยู่เท่านั้น
ใช่ ยังมีเจ้าตัวน้อยอีกตัวที่เธอนึกถึง
จากสะเก็ด ก็เริ่มเป็นก้อน แตกกระจัดกระจายออกมารอบตัว แล้วแสงสว่างเล็กๆ แสงแรกก็ลอดออกมาจากรูกำแพง
วินาทีนั้นไม่รู้พลังจากไหนในสากลโลกมารวมกันอยู่ ณ ที่นั้น เธอรู้แต่กำแพงที่ทุบมาร่วมชั่วโมง ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องยากลำบากอีกต่อไปที่จะพังทลายมันลง
และแล้วไม่นาน…สิ่งกีดขวางที่เคยทึบตันบดบังด้วยอวิชชา ก็กลายเป็นรูกว้างพอที่มือของคนๆ หนึ่งจะเอื้อมเข้าไปถึง
เธอพบว่า สิ่งที่เธอได้ทุบทำลายมันลงไปไม่ใช่กำแพงที่มีน้ำหนักและจับต้องได้นี้หรอก แต่เป็นกำแพงแห่งความหวาดกลัวในใจของเธอที่มีมวลหนักหนาเหลือเกินต่างหาก
แม้เมื่อเปิดช่องทางได้สำเร็จ ไม่วายที่ควานหาเท่าไหร่ เธอก็ไม่สามารถพบกับลูกแมวน้อยได้ดังที่ใจปรารถนา
หรือจริงๆ มันไม่ได้อยู่หลังกำแพง?
...
เธอทดท้อ เสียใจกับความโง่เขลา ไม่เพียงสูญแรงเปล่า แต่ตอนนี้เธอได้ทำลายทรัพย์สินอันเกี่ยวข้องไปถึงหลายชีวิต ซึ่งอาจจะนำพามาซึ่งคดีความและความบาดหมางไม่รู้จบ
หรือว่าระหว่างที่เธอทุบกำแพงได้มีเศษชิ้นส่วนใดไปตกกระทบจนทำร้ายเจ้าลูกแมวตัวน้อยให้มีอันตรายต่อชีวิต
ดีที่อย่างน้อยยังมีเสียงร้องเล็ดรอดออกมา
เธอจึงพยายามอีกครั้ง และอีกครั้ง เพียรควานหาไปเรื่อยๆ อย่างไม่ลดละ ภาวนาในใจถึงพุทธธรรมให้คุ้มครอง ขอให้เธอได้เจอลูกแมวตัวนั้น
แล้วสัมผัสถึงชีวิตสัมผัสแรกก็ถูกต้องกับมือของเธอ
เธอรีบคว้าจับตัวมันออกมา ขณะที่มันก็รีบตะเกียกตะกายเพื่อหาทางรอดชีวิต

เธอพร่ำบอกในใจ...
เธอช่วยชีวิตมัน
และมันก็ได้ช่วยชีวิตเธอ
ลูกแมวน้อยกลับคืนสู่อ้อมอกแม่
มันจากไปอย่างรวดเร็วในเย็นวันนั้นและไม่หวนกลับคืนมาอีกเพราะเจ้าของบ้านได้ปิดช่องทางที่จะสามารถเล็ดรอดเข้ามาทิ้งหมด เพื่อไม่ให้มีแมวตัวไหนต้องมาเจอกับชะตากรรมเช่นนี้อีก
เธอเองก็ไม่เคยร้องเรียกให้มันกลับมาแม้สักครั้ง
เพราะตระหนักดีว่า ที่นี่ไม่ใช่ที่ทางของลูกแมวน้อยตัวนั้น
สิ่งที่เธอทำได้เพียงอย่างเดียวคือ การตั้งจิตอธิษฐานขอให้มันมีชีวิตที่ดีตามประสาแมวๆ ตัวหนึ่ง
=^^=
ป.ล.เหตุการณ์เกิดขึ้นนานหลายเดือนแล้ว (23-05-52) แต่นำมาเขียนเพื่อบอกเล่าสู่ใครบางคน ด้วยหวังว่า มันจะเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างได้...ก็ได้แต่หวัง :)


2 Comments:
รอดแล้วลูกเอ๋ย
สู้เพื่อเหมียว
Post a Comment
<< Home