Thursday, September 03, 2009

ลูกแมวน้อย

คืนหนึ่งฝนตกหนัก
มีลูกแมวตัวหนึ่งพลัดตกลงไปติดอยู่ในกำแพงหลังบ้าน
มันส่งเสียงร้องแง๊วๆ ทั้งคืน จนคนในบ้านจิตกระสับกระส่ายไม่เป็นอันทำอะไร
ไม่ใช่ไม่อยากช่วย แต่ไม่รู้ว่าจะช่วยอย่างไร
เพราะนั่นอาจหมายถึง การต้องทุบกำแพงทิ้ง
จึงได้แต่พากันนั่งบ่นทอดถอนใจว่า คงเป็นกรรมของมัน เราทำได้แค่วางใจเป็นอุเบกขา
และจริงๆ เราต่างก็ไม่รู้ว่ามันอยู่หลังกำแพงนั้นจริงหรือเปล่า เพราะช่องว่างระหว่างกำแพงสองบ้านที่ติดกันก็ช่างเล็กเหลือ จนไม่น่าเชื่อว่าจะมีสิ่งมีชีวิตหลุดรอดลงไปได้ เว้นเสียแต่มันจะเป็นลูกแมวตัวน้อยๆ ที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่นาน
หรือไม่อีกทาง ถ้าเกิดมันไปติดอยู่ในกำแพงของบ้านอีกฟากฝั่งหนึ่ง นั่นยิ่งเป็นเรื่องหมดหวังเข้าไปใหญ่
เช้าของอีกวัน นานจนคล้อยบ่าย เจ้าตัวน้อยก็ยังคงส่งเสียงเพรียกแห่งชีวิตของมันเล็ดรอดออกมาจากหลังกำแพงเป็นระยะ
เพียงแต่ค่อยๆ ทอดเวลาห่างออกไปนานขึ้น อาจด้วยความเหนื่อยล้าของมันที่ไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เมื่อคืน
แม่ของมันซึ่งคอยเฝ้าดูอยู่ด้านบนมาตลอดวันตลอดคืน ก็ยังคงผุดขึ้นผุดลง ลอดช่องโน้นออกช่องนี้ พยายามหาทางทุกวิถี อย่างน้อยที่สุดก็แค่ให้ได้สบตาลูกน้อยของตัวเอง
แต่ก็ไร้วี่แววใดๆ
เสียงร้องที่ดังสอดประสานขึ้นในยามที่แม่ได้ยินเสียงลูกน้อย และลูกน้อยได้ยินเสียงแม่ของมันนั้น บาดร้าวสั่นสะเทือนหัวใจนัก
เพราะจากนั้นก็จะเห็นภาพแม่ของมันวิ่งพล่านไปทั่ว พร้อมกับเสียงของลูกน้อยที่เคลื่อนตัวไปมาด้วยอารามร้อนรนไม่แตกต่างกัน
ก่อนจะค่อยๆ แผ่วลงๆ จนเงียบเสียงไป เมื่อแม่พบแต่ความว่างเปล่า และลูกน้อยมองเห็นเพียงความมืดมิดภายใต้กำแพงหนาทึบไร้ซึ่งทางออก

แล้วใครคนหนึ่งก็อดรนทนไม่ไหวกับชะตากรรมของเพื่อนต่างสายพันธุ์ที่ดวงชีวิตกำลังจะดับสูญลงไปต่อหน้า
เธอถามใครอีกคนว่า กำแพงนั้นหนาเกินไปหรือเปล่า หากใครคนหนึ่งคิดจะทุบมัน เพื่อเปิดทางให้การช่วยเหลือได้ยื่นมือเข้าไปถึง
เขาว่า ต้องลองดู และให้กำลังใจว่า ไม่น่าจะยากเกินไปนัก
เธอเชื่อและทำตามนั้น ทั้งที่ไม่เคยทุบกำแพงที่ไหนมาก่อนเลยในชีวิต

อุปกรณ์เท่าที่ควานหาได้มีเพียงค้อนเล็กๆ 1 อันกับไขควงยาว 1 ด้าม
เธอเริ่มทุบครั้งที่ 1-2-3
แล้วก็ถอดใจ
เธอบอกเขาว่า ไม่ไหว กำแพงหนาเกินไป แต่เขากลับบอกวิธีการใหม่ ทำให้เธอมีกำลังใจที่จะกลับไปทำมันต่อ
กำแพงจากที่ไร้แม้ร่องรอยขีดข่วน เริ่มแตกสะเก็ด
เธอทุบถี่ขึ้นๆ ด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจสิ่งอื่นใด มีแต่การทุบและกำแพงที่กำลังถูกทุบอยู่เท่านั้น
ใช่ ยังมีเจ้าตัวน้อยอีกตัวที่เธอนึกถึง
จากสะเก็ด ก็เริ่มเป็นก้อน แตกกระจัดกระจายออกมารอบตัว แล้วแสงสว่างเล็กๆ แสงแรกก็ลอดออกมาจากรูกำแพง
วินาทีนั้นไม่รู้พลังจากไหนในสากลโลกมารวมกันอยู่ ณ ที่นั้น เธอรู้แต่กำแพงที่ทุบมาร่วมชั่วโมง ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องยากลำบากอีกต่อไปที่จะพังทลายมันลง
และแล้วไม่นาน…สิ่งกีดขวางที่เคยทึบตันบดบังด้วยอวิชชา ก็กลายเป็นรูกว้างพอที่มือของคนๆ หนึ่งจะเอื้อมเข้าไปถึง
เธอพบว่า สิ่งที่เธอได้ทุบทำลายมันลงไปไม่ใช่กำแพงที่มีน้ำหนักและจับต้องได้นี้หรอก แต่เป็นกำแพงแห่งความหวาดกลัวในใจของเธอที่มีมวลหนักหนาเหลือเกินต่างหาก

แม้เมื่อเปิดช่องทางได้สำเร็จ ไม่วายที่ควานหาเท่าไหร่ เธอก็ไม่สามารถพบกับลูกแมวน้อยได้ดังที่ใจปรารถนา
หรือจริงๆ มันไม่ได้อยู่หลังกำแพง?
...
เธอทดท้อ เสียใจกับความโง่เขลา ไม่เพียงสูญแรงเปล่า แต่ตอนนี้เธอได้ทำลายทรัพย์สินอันเกี่ยวข้องไปถึงหลายชีวิต ซึ่งอาจจะนำพามาซึ่งคดีความและความบาดหมางไม่รู้จบ
หรือว่าระหว่างที่เธอทุบกำแพงได้มีเศษชิ้นส่วนใดไปตกกระทบจนทำร้ายเจ้าลูกแมวตัวน้อยให้มีอันตรายต่อชีวิต
ดีที่อย่างน้อยยังมีเสียงร้องเล็ดรอดออกมา
เธอจึงพยายามอีกครั้ง และอีกครั้ง เพียรควานหาไปเรื่อยๆ อย่างไม่ลดละ ภาวนาในใจถึงพุทธธรรมให้คุ้มครอง ขอให้เธอได้เจอลูกแมวตัวนั้น
แล้วสัมผัสถึงชีวิตสัมผัสแรกก็ถูกต้องกับมือของเธอ
เธอรีบคว้าจับตัวมันออกมา ขณะที่มันก็รีบตะเกียกตะกายเพื่อหาทางรอดชีวิต

เธอพร่ำบอกในใจ...
เธอช่วยชีวิตมัน
และมันก็ได้ช่วยชีวิตเธอ

ลูกแมวน้อยกลับคืนสู่อ้อมอกแม่
มันจากไปอย่างรวดเร็วในเย็นวันนั้นและไม่หวนกลับคืนมาอีกเพราะเจ้าของบ้านได้ปิดช่องทางที่จะสามารถเล็ดรอดเข้ามาทิ้งหมด เพื่อไม่ให้มีแมวตัวไหนต้องมาเจอกับชะตากรรมเช่นนี้อีก

เธอเองก็ไม่เคยร้องเรียกให้มันกลับมาแม้สักครั้ง
เพราะตระหนักดีว่า ที่นี่ไม่ใช่ที่ทางของลูกแมวน้อยตัวนั้น
สิ่งที่เธอทำได้เพียงอย่างเดียวคือ การตั้งจิตอธิษฐานขอให้มันมีชีวิตที่ดีตามประสาแมวๆ ตัวหนึ่ง
=^^=


ป.ล.เหตุการณ์เกิดขึ้นนานหลายเดือนแล้ว (23-05-52) แต่นำมาเขียนเพื่อบอกเล่าสู่ใครบางคน ด้วยหวังว่า มันจะเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างได้...ก็ได้แต่หวัง :)

Tuesday, January 06, 2009

PhaYao TriP




ไปเที่ยวบ้านเพื่อนที่พะเยามา เลยมีโอกาสทดลองกล้องมือถือ i-mobile625 แบบ outdoor เป็นครั้งแรก
คุณภาพ+ฝีมือตามอัตภาพ...ออกมาแจ่มได้ใจ ^^ (ภาพขาวดำใช้โหมด contrast งามกว่าที่คิด อิอิ)
ถึงไม่มีตังค์ซื้อกล้องตัวจริงก็ไม่ง้อแล้ว

^______^

Sunday, April 27, 2008

อะไรทำให้คนเรา 'ฆ่า' กัน

 

วันนี้ได้อ่านข่าวต่างประเทศเล็กๆ ข่าวหนึ่ง แล้วบังเกิดความสะเทือนใจยิ่ง...
 
เนื้อความมีว่า
 
 
พ่ออิรักในบาสร่าฆ่าลูกสาววัย 17 ฐานตกหลุมรักทหารอังกฤษ
เนชั่นทันข่าว
วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2551 เวลา 10:07 น.
    แรนด์ อับเดล-กาเดอร์ เด็กสาวอิรักวัย 17 ปี ถูกบิดาแทงจนเสียชีวิต หลังทราบว่าเธอรักกับทหารราบชาวอังกฤษวัย 22 ปี กรณีของเธอนับเป็นการสังหารเพื่อเกียรติรายแรกในบาสร่าที่เกี่ยวข้องกับ ทหารอังกฤษ
    ตำรวจบาสร่าเปิดเผยว่า ผู้เป็นบิดาถูกควบคุมตัวเพียง 2 ชั่วโมงก่อนจะได้รับการปล่อยตัว โดยไม่มีการตั้งข้อหา เพราะเป็นการฆ่าเพื่อเกียรติของครอบครัว เขากล่าวด้วยว่าอิรักเป็นสังคมมุสลิมที่สตรีสมควรอยู่ภายใต้กฎหมายศาสนา ขณะที่มีรายงานว่ามารดาของแรนด์ ผู้หย่าขาดจากสามีหลังจากเขาสังหารบุตรสาว กำลังหวาดกลัวอย่างหนัก ต้องซ่อนตัวจากการคุกคามของครอบครัวสามี และอยู่ภายใต้การดูแลขององค์กรการกุศลท้องถิ่น
    โฆษกกระทรวงกลาโหมอังกฤษแถลงว่า ไม่มีนโยบายอย่างเป็นทางการ ที่จะแนะนำกองทัพเรื่องวิธีปฏิบัติกับสตรีอิรัก บ่งชี้ว่าทหารอังกฤษนายนี้ไม่ได้รับคำเตือนว่า ความสัมพันธ์กับแรนด์อาจทำให้ชีวิตของเธอตกอยู่ในอันตราย
 
 
 
แวบแรก เราอาจก่นด่า ว่ามันช่างอยุติธรรม
คนฆ่าคนกลับไม่ถือว่าเป็นความผิด
แต่เมื่อมองหยั่งลึกลงไป ข่าวนี้ไม่เพียงสะท้อนความบิดเบี้ยวของศีลธรรม (ตามกฎเกณฑ์ที่เราถูกพร่ำสอนมา)
แต่มันได้ฉายภาพกว้างไกลไปถึงความเน่าหนอนฟอนเฟะของสงคราม การแบ่งแยกเชื้อชาติ อุดมการณ์ทางศาสนา การกดขี่ทางเพศ ฯ 
ที่กระทำอย่างไม่ปรานีปราศรัย ต่อมนุษย์ตัวเล็กๆ 2 คน
เพียงเพราะเขา ‘รัก’ กัน
 
นี่กระมังที่เขาว่า อำนาจรัฐ คือ จักรกลสังหาร
และอำนาจนั้นไม่จำเป็นเลยที่จะต้องอยู่ในมือของผู้ถืออำนาจรัฐนั้นโดยตรง อย่างที่ อ.ธงชัย วินิจจกูล เคยว่าไว้
ว่า รัฐคือตัวเรา ประชาชนทุกคนทำตัวเป็นกลไกรัฐ
... 
'รัฐ' อยู่ใน 'จินตนาการ' ของเราเอง
 
โศกนากฏรรมที่เกิดขึ้นกับ แรนด์ อับเดล-กาเดอร์ จึงไม่ต่างจากฉากรบในสงคราม
ความโหดร้ายของมีด 1 เล่ม กับ รถถัง หรือขีปนาวุธทำลายล้างสูง...ก็ไม่ได้แตกต่างกัน
 
อาชญากรรมในความสัมพันธ์ระหว่าง 'รัฐ' กับ 'ประชาชน' ทำให้ฉันนึกถึงหนังสือ ยานยนต์ของนายบุดา : ประวัติศาสตร์ย่อของคาร์บอมบ์ (Buda’s Wagon: A Brief History of the Car Bomb, 2007) ของ ไมค์ เดวิส (Mike Davis) ซึ่งเขียนแนะนำโดย อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ เมื่อเร็วๆ นี้
 
มีคำกล่าวหนึ่งที่น่าสนใจยิ่งเกี่ยวกับ 'คาร์บอม' ซึ่งกำลังกลายเป็น 'เทคโนโลยีแห่งความตายในอุดมคติ' ของกลุ่มขบวนการต่างๆ ทั้งที่ไร้อำนาจและทรงพลังอำนาจ
 
"คาร์บอมบ์ไม่ใช่ประเด็นทางการทหาร มันเป็นประเด็นทางการเมือง ความเสียหายและความตายส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้น… มาจากระเบิดซึ่งคนที่มีความรู้ทางเคมีแค่ระดับประถมก็สามารถผลิตได้ คนสองคนกับเครื่องมือง่ายๆ ก็สามารถผลิตระเบิดขนาด 500 กิโลกรัมได้สบายๆ… เราไม่มีความสามารถที่จะไปสู้กับอาวุธแบบนี้ได้หรอก การปลดชนวนความคิดและจิตใจของผู้ก่อการต่างหากที่ควรเป็นเป้าหมายของเรา”
 
ซึ่ง อ.ประจักษ์สรุปในตอนท้ายว่า หากจะเอาชนะกับการก่อการร้ายที่มีคาร์บอมบ์เป็นอาวุธ หนทางทางการทหารจึงไม่ใช่คำตอบ มีแต่การปฏิรูปทางสังคมและเศรษฐกิจ บวกกับจินตนาการใหม่เกี่ยวกับโครงสร้างสถาบันทางการเมืองเท่านั้นที่จะหยุดยั้ง 'อาวุธมีชีวิตที่ไร้หัวใจ' นี้ได้
 
 
...
หยุดยั้ง
อาวุธมีชีวิต
ที่ทำร้ายทำลายชีวิตของกันและกัน
และย้อนกลับมาเป็นระเบิดเวลา ทำลายล้างผู้ที่ผลิตสร้างมันขึ้นมาเอง
 
...
ฉันเคยนึกตั้งคำถามถึงปัญหาว่า เราต้องแก้ที่ 'คน' หรือ 'ระบบ'
แต่ตอนนี้ฉันว่า เราคงไม่อาจแบ่งแยกมันได้ง่ายๆ อย่างนั้นอีกต่อไป
เมื่อระบบอยู่ในตัวคน
และคนเองก็ได้กลายเป็นระบบ

Sunday, March 16, 2008

Alvin and the Chipmunks sings Once's Falling Slowly




MV น่าร้าก น่ารัก
จาก 'Once' เช่นเดียวกัน

Saturday, March 15, 2008

Art on my mind




ช่วงนี้เกิดแรงบันดาลใจอยากรื้อฟื้นฝีมือวาดภาพตัวเองซักคำรบ
หลังจากร้างราด้วยอาการ 'หมดไฟ' ไปนานนนน
ก็เลยไปคุ้ยๆ งานเก่าที่ได้แสกนเก็บใส่เครื่องไว้ มาแปะลงบล็อค
เผื่อจะมีลูกฮึดขึ้นมาบ้างน่ะนะ...

เฮ้อ คิดถึ๊ง คิดถึง

ดินแดนนางฟ้าปีกเดียว

 

ฉันฝันถึงดินแดนนางฟ้าปีกเดียว

พวกเธอมีพันธนาการทั้งที่แขนและขา

เป็นเชือกเส้นเล็กๆ แต่ก็แข็งแรงพอจะทำให้ไม่สามารถขยับเขยื้อนกายได้สะดวกนัก

แน่นอน...ถึงไม่ได้ถูกผูกไว้ด้วยเชือก

พวกเธอก็บินไม่ได้อยู่ดี

 

 

นางฟ้า...

หากฉันช่วยแก้เชือกให้

พวกเธอจะบินไปไหนได้หรือ

 

 

ป.ล.ไม่ได้วาดภาพเสียนาน ฝีมือตกไปเยอะ แต่ก็ระบายอารมณ์ได้เพลิดเพลินดี (^_^

Saturday, November 03, 2007

เรื่องของเด็กหญิงมีนา

 

คืนหนึ่ง,
เด็กหญิงมีนาหลงเข้าไปยังเมืองๆ หนึ่ง
จะเรียกว่าหลงคงไม่ถูกซะทีเดียว
เพราะจริงๆ เธอก็มีความตั้งใจอยู่บ้าง
เพียงแต่...ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะเธอหนีออกจากบ้านมาน่ะนะ

แต่สรุปก็คือ
เธอหลงเข้าไปยังเมืองที่เธอไม่เคยรู้จัก
อืม...หมายถึง เธอไม่เคยไปมาก่อน
เพราะก่อนหน้า เธอได้แค่เฝ้ามองเมืองแห่งนี้ผ่านทางกระจกหน้าต่างห้องนอน
และเห็นเพียงแสงไฟลิบๆ ในยามค่ำคืน

เธอเดาว่าเมืองแห่งนั้นคงมีแต่เรื่องน่าสนุกตื่นเต้น
เพราะดึกดื่นเที่ยงคืนขนาดไหน
เธอก็ยังได้ยินเสียง
เสียง...หัวเราะ
ใช่ เธอไม่ได้ยินเสียงแบบนั้นในบ้านที่เธออยู่ ในเมืองที่เธออาศัย
ที่นี่มีแต่เรื่องน่าเบื่อ ซ้ำซาก
ผู้คนทำงานหาเงินกันคร่ำเคร่ง
ไม่เห็นสนุกตรงไหนเลยซักนิด

ว่าแล้วเด็กหญิงมีนาก็ออกเดินทางในกลางดึกคืนหนึ่ง
แล้วก็มาถึงจุดที่เริ่มเล่า
ใช่ เธอหลงเข้าไปยังเมืองๆ หนึ่ง


ไหนหล่ะ ที่มาของเสียงหัวเราะ
บ้านหลังไหนหรือที่เปิดไฟทิ้งไว้ตลอดคืน เพราะต้องคอยต้อนรับแขกเหรื่อที่พากันมาสังสรรค์เฮฮาไม่หยุดหย่อน
สีสันพร่างพราย ดวงตาที่สุกสกาว
ไหนหล่ะๆ
หัวใจของเด็กหญิงมีนาเต้นระส่ำ
ริมฝีปากเม้มมิด
สายตาสอดส่าย
ที่นี่มีสัตว์ประหลาดหรือเปล่านะ
หรือว่าแม่มด
เธอจะได้ขี่ไม้กวาดไหม
หรือจะมีบ้านลูกอมสีหวาน
เธออยากนอนใกล้เตาผิง ใต้ผ้านวมอุ่นๆ
ฟังนิทานจากคนแคระ
เอ ตกลงนี่มันเมืองอะไรกันแน่หว่า

ไม่ช้าไม่นานเธอก็เดินมาถึงยังลานกว้างแห่งหนึ่ง
ผู้คนมากมายรวมตัวกันอยู่ที่นั่น
ต้องมีอะไรน่าสนุกแน่
เด็กหญิงมีนายิ้มกริ่ม
เธอค่อยๆ แอบย่องเข้าไปดูผู้คนเหล่านั้นใกล้ๆ

แต่แล้ว...

‘บันได!!’

เด็กหญิงมีนาเกิดง.งู 2 ตัวขึ้นในหัว
“มุงดูบันไดเนี่ยนะ”
เธอหลุดอุทาน
ใครบางคนในวงได้ยินเข้า ก็หันมาจ้องตาขมึง

“ชิชะ เด็กน้อย เจ้าไม่รู้อะไรซะแล้ว บันไดนี่จะพาพวกเราไปถึงสวรรค์ชั้นฟ้า ดินแดนที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ ที่ๆ มีแต่เสียงเพลงขับกล่อมตลอดทั้งวันคืน”

“ใครที่สามารถปีนท่านเจ้าอภิมหาบันไดนี้ขึ้นไปได้ ถือเป็นความภาคภูมิใจของมนุษยชาติ” ใครอีกคนหันมาสำทับ

“สุดยอด!! ขึ้นไปแล้วๆๆ”

เสียงเฮจากผู้คนบนลานกว้างดังกระหึ่ม
เมื่อชายแขนด้วนคนหนึ่งหลุดพ้นขึ้นไปเหนือก้อนเมฆ ก่อนจะหายวับไป

เด็กหญิงมีนาสลัดง.งู 2 ตัวออกจากหัว
อ๋อ ที่แท้แสงไฟตลอดคืนค่ำที่เธอเห็นจากหมู่บ้านฝั่งกระโน้น
คือ มหกรรมการปืนบันได นั่นเอง
(เอ่อ...) ช่างยิ่งใหญ่เสียจริงๆ

“สนใจบ้างไหมหล่ะไอ้หนู 500 บาทเท่านั้น ก็ถึงสวรรค์ได้ 555” ชายแก่หลังงองุ้มยื่นกระดาษเล็กๆ สีแดงมาให้เธอใบหนึ่ง
ขณะที่ตกใจสะดุ้งกับวัตถุที่ถูกยื่นมาเบื้องหน้า เธอจึงชำเลืองเห็นว่า ชายชราผู้สะพายเป้ใบใหญ่ยักษ์ซึ่งภายในบรรจุเบียดอัดไปด้วยคูปองสารพัดรูปแบบ กำลังยืนประชิดอยู่ข้างกาย
“500!”
โอ้ - แม่ - เจ้า เด็กหญิงมีนาตาแทบถลนออกจากเบ้า
เกิดมาตู เอ้ย หนูยังไม่เคยจับเงินถึง 100 บาทเลย จะเอาปัญญาหาเหาที่ไหนมาใส่หัวด้วยราคาแพงฉิบ...ตู๊ด...ขนาดนี้
“นี่ตั๋วราคาประหยัดแล้วนะ ถูกสุดแล้ว อย่าเหนียวนักเลย”
ชายแก่กระแซะสีข้าง พร้อมส่งแววตาเจ้าเล่ห์
“กู้ไปก่อนก็ได้ ดอกร้อยยี่...ถ้าไม่ถูกใจคืนเงินได้ ภายใน 30 วัน ถ้าตัดสินใจซื้อตอนนี้แถมลูกอมไปเลย 1 เม็ด..เม็ด..เม็ด (เสียงแอ็คโค่)”
น่าน...สำนวนแอปโดมิไนซ์เซอร์ชัดๆ

“ปีนขึ้นไปแล้ว ดีจริงหรือเปล่า ข้างบนน่ะ”
เด็กหญิงมีนาลังเล
“ใครๆ เขาก็ขึ้นไปกัน ไม่เห็นเหรอ นั่นๆ เห็นคนนั้นมั้ย อดีตพระราชาเมืองต๊อกต๋อยนะนั่น เป็นถึงพระราชาแล้วยังยอมสละราชสมบัติมาเพื่อจะปีนท่านเจ้ามหาอภิบันไดเลย คิดดู” ว่าแล้วชายผู้กล่าวคำ ก็ยกมือพนมท่วมหัว บ่นพึมพำ สาธุ อะไรก็ไม่รู้เป็นการใหญ่
แน่ซิ เมืองชื่อต๊อกต๋อยใครจะอยากปกครองกันฟะ..เอ้ย คะ
เฮ้อ ไม่สุภาพอยู่เรื่อย เดี๋ยวคุณหญิงแม่ทรงพระกริ้วแย่

“นั่นๆ คนนั้นก็เป็นอดีตตำรวจหญ่าย คนนั้นเป็นแม่หม่าย อืม ไม่เกี่ยว อ้อๆ นั่นนายแบบชื่อดังแห่งยุค หล่อเนอะ...ตัวเอง เอ้ย ไม่ใช่ๆ เห็นไหม ใครๆ ก็อยากปีนบันไดกันทั้งน้านแหละ ไอ้หนู”

ไม่ทันตั้งตัว
เด็กหญิงมีนาเพิ่งพบว่า ตัวเองกำลังตกอยู่ในวงล้อมของผู้คนที่พากันสวดสรรเสริญเยินยอท่านเจ้าอภิมหาบันไดประลัยกัลป์กันยกใหญ่
เธอไม่รู้จะทำอย่างไร นอกจากพยักหน้าหงึกๆ เออออตามไป โดยไม่รู้เลยว่า สรรพคุณที่อวดอ้างนั้น มีจริงอยู่สักกี่มากน้อย

“ตกลงจะเอายังไงหล่ะ”
ตาเฒ่าขายตั๋วส่งเสียงอย่างหมดแรง เมื่อเวลาผ่านไปแปดหมื่นสี่พันวันแล้วเด็กหญิงมีนาก็ยังคงยืนทำหน้าแอ๊บแบ๊วอยู่
“ซื้อไม่ซื้อ ไม่ซื้อจะไปแล้วนะ”
ก็เห็นพูดอย่างนี้มาแปดหมื่นสี่พันครั้งแล้ว ไม่ไปซักที
“เขาไปกันจะหมดแล้วน้า...เอายังไง”

เมื่อเพ่งมองบันไดมาได้แปดหมื่นสี่พันวัน
ฉับพลันนั้นก็มีแสงวาบขึ้นมาตรงหน้า
แสงนั้นสว่างอยู่ยาวนาน...
แต่ไม่สร้างความระคายเคืองให้แก่ดวงตาของเด็กน้อยแต่อย่างใด

เด็กหญิงมีนาเอื้อมมือไปแตะตัวของชายชราเบาๆ
เขาสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนหันมายิ้มกว้างแบบไม่เห็นฟันซักซี่
“ไง จะซื้อแล้วใช่มั้ย คิดนานจริงนะเอ็ง”
เธอส่ายหน้าแล้วยิ้มอย่างอ่อนโยน
“ไม่หล่ะลุง ฉันจะกลับบ้านแล้ว”
“เฮ้ย!!”
“ก็ฉันมาที่นี่ ไม่ได้จะมาปืนอภิมหาบันไดอะไรนี่นี่หน่า”
“แล้วเอ็งมาทำไม”
เด็กหญิงมีนาอมยิ้ม
“ตอนแรกก็ไม่รู้...แค่เบื่อๆ แต่ตอนนี้รู้แล้วหล่ะ ว่ามาทำไม”
“จริงอะ”
“อะ จริงดิ”
“ถ้ารู้ก็ดีแล้ว” ชายชราลุกขึ้นยืน และ...
“อย่านะลุง อย่าบอกว่าตัวเองเป็นร้อยตำรวจเอกอะไรปลอมตัวมานะ เชยมาก ขอบอก”
ชายชราทำหน้าง.งู 2 ตัวเลียนแบบเด็กหญิงมีนา “เปล่า ข้าเมื่อย”
“แล้วปาย...”

เมื่อบรรลุแล้วว่าจะไม่ปีนบันได
เด็กหญิงมีนาก็รีบวิ่งรี่กลับบ้าน
พ่อจ๋า แม่จ๋า หนูคิดถึงพ่อกับแม่เหลือเกิน
รอเดี๋ยวนะ อีกนิดมีนาเด็กดีก็จะกลับถึงบ้านแล้ว

แล้วเรื่องก็ดำเนินมาถึงตอนจบ...

“เฮ้ย!!”

อาราย...จะจบแล้วเนี่ยะ เขียนมาตั้งนาน เมื่อย

“ดู...ดูนั่นดิ”
เด็กหญิงมีนายืนชี้โบ๊ชี้เบ๊ไปยังหมู่บ้านของตัวเอง ตัวสั่นพั่บๆ

อ้าว ไอ้พวกที่ปีนท่านเจ้าอภิมหาบันไดขึ้นไป
ไหงมาทำงานงกๆ กันอยู่ที่นี่หล่ะฟะ

อิอิ

จบและ

ป.ล.เขียนขึ้นแด่ชีวิตการเรียนปริญญาโท 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา และก้าวต่อไปของการทำวิทยานิพนธ์ ..อาจเคยไขว้เขว ท้อแท้หมดแรงไปบ้าง แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าตัวเองต้องการอะไร

 

Tuesday, October 02, 2007

ปลวก

 

ปลวกกัดกินบ้าน
ความเย็นชา-เพิกเฉยกัดกินหัวใจเรา
ประมาทเพียงนิด
บ้านทั้งหลังอาจพังครืน
...
เสียงกัดแทะของปลวก
สั่นคลอนถึงเบื้องลึก

ข้างบ้าน, เผด็จการทหารพม่ากำลังเข่นฆ่าประชาชน
ประชาชนผู้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น จากความหวาดกลัว ความสงบราบคาบ และความอดกลั้นอย่างผิดๆ
จีวรสีเหลืองอาบคราบเลือดสีแดงฉาน
แม้เป็นสงฆ์
หน่อเนื้อนาบุญของโลก ก็มิอาจยกเว้น
...
เรายังคงไม่ได้ยินเสียงผิดปกติ ?
...
ประเทศปิดหูปิดตา
อาณาจักรตัวใครตัวมัน
ดินแดนไม่ใช่เรื่องของเรา
ที่นี่, บ้านของฉัน
...
แม่ซื้อยาฆ่าปลวก ตรา เชนไดร์ท มาฉีดรอบวงกบประตู
ไม่นาน...เจ้าปลวกตัวร้ายก็ค่อยๆ เงียบเสียง
ใครบางคนว่า ไม่หมดหรอก เดี๋ยวมันก็มาอีก
มหันตภัยร้ายยังคงซุกซ่อนตัวอยู่

เปลือกนอกของเนื้อไม้ ดูๆ ไปก็ไม่แตกต่างจากเดิม, หากไม่ตั้งใจสังเกต
แต่ใครจะรู้
แตะเพียงนิด...อาจผุกร่อน สูญสลาย
...
เนื้อหนังของเรา
เปลือกบางๆ ที่ห่อหุ้ม
 
ภายในไร้ซึ่ง...
 

แด่เรา, มนุษย์กลวงๆ
ผู้หลับใหล ไม่รู้ตื่น